โดย  IBNUNIZAR

ขอเริ่มต้นด้วย บิสมิลลาฮิรเราะห์มานิรรอฮีม  ขอความมีสติจงอยู่ทุกท่าน   การใคร่ครวญ ไตร่ตรอง การตระหนักและรำลึกถึงจุดมุ่งหมายอยู่เสมอนั้นเป็นสิ่งที่จำเป็นมากสำหรับการปฏิรูปตนเองและเรียกร้องผู้อื่นไปสู่หนทางที่เที่ยงตรง  สัจจะหรือความจริง คำพูดจะมีน้ำหนักได้ถ้าถูกถ่ายทอดออกมาอย่างมีสัจจะ ซึ่งต้องสอดคล้องกับการกระทำที่ดี นั้นคือการกระทำกลายเป็นผลสรุปของคำพูด การพูดที่มีสัจจะจึงกลายเป็นวิธีหนึ่งของการเชิญชวน และยิ่งคำพูดมีสัจจะมากเท่าไหร่ ความไว้วางใจ ความเชื่อมั่นของผู้อื่นต่อตัวผู้พูดก็ยิ่งเพิ่มพูน และความไว้วางใจจะสร้างความเชื่อถือให้แก่คำพูดที่ได้พูดไป มันก็จะไปทบเสริมกับสัจจะ นี่กระบวนการที่เป็นกระบวนการสำคัญต่อการปฏิรูปตนเองและเรียกร้องผู้อื่นไปสู่อัลลอฮ ในกระบวนการนี้จำเป็นอย่างยิ่งที่ต้องอาศัยความรู้ที่ถูกต้อง ความรู้ที่ควบคุมพฤติกรรม ความรู้ที่สร้างความเข้าใจในอัลลอฮและมัคลูกของพระองค์ ความรู้นั้นจะกลายเป็นบรรทัดฐานของการใช้ชีวิตที่ถูกต้อง ความรู้จะสร้างความถ่อมตนให้แก่เรา สร้างความรู้สึกว่าเราเป็นแค่มนุษย์(ซึ่งอ่อนแอ) และความรู้นำพาเราไปสู่ความเมตตาของอัลลอฮ ฉะนั้น เป็นหน้าที่ของเราทุกคน ที่ถูกเสาะแสวงหา เรียนรู้ ศึกษา ค้นคว้า วิจัย วิเคราะห์ และสังเคราะห์ (คงจะความหมายเดียวมั่ง)เพื่อนำพาเราทั้งหลายสู่การภักดีที่ถูกต้อง ครบถ้วนสมบูรณ์ ซึ่งความรู้ดังกล่าวจะได้มานั้นต้องอาศัยการเรียนรู้ที่สมบูรณ์และสม่ำเสมอ  ในขณะเดียวกันครับลักษณะนิสัยโดยธรรมชาติของมนุษย์เมื่อมนุษย์ประสบพบเจอกับอะไรก็ตามที่มีความยากลำบากประกบอยู่ พบเจอกับอุปสรรคที่ขัดขวางต่อการเดินทางไปข้างหน้า มนุษย์จะเกิดความรู้สึกท้อแท้ หมดความปรารถนาที่จะกระทำต่อ หมดอาลัยตายอยาก หรือเรียกว่าหมดไฟนั้นเอง หรือว่าต้องเจอกับสิ่งนั้นบ่อยๆเข้า ต้องทำอะไรที่จำเจ และซ้ำๆซากๆ ความรู้สึกเบื่อหน่ายจะบังเกิดและพอกพูนขึ้นมาในใจของมนุษย์ทุกคน แต่แน่นอนครับพระเจ้าย่อมสร้างลักษณะนิสัยธรรมชาติของมนุษย์อีกอย่างหนึ่งเพื่อเป็นพลังแก่มนุษย์ มนุษย์จะมีความสามารถในการทำอะไรก็ตาม(ในกรณีนี้คือ การเรียนรู้)ได้ดีเยี่ยม เมื่อสิ่ง(ที่เรียนรู้)นั้นสามารถสร้างแรงผลักดัน สร้างความตื่นเต้น หรือสร้างแรงกระตุ้นให้แก่มนุษย์ได้ โดยในสภาวะกระตุ้นส่วนใหญ่ จะเกิดขึ้นเมื่อมนุษย์ได้สัมผัสกับสิ่งนั้นเป็นครั้งแรก ถ้าหากว่าเราสามารถจำลองหรือสร้างเหตุการณ์ที่สามารถกระตุ้นให้เราตื่นตัวได้ตลอด เหมือนกับการกระตุ้นในครั้งแรกแล้วละก็ ขอให้ท่านผู้อ่านนึกได้เลยว่า ร่างกายเราจะลุกโชนไปด้วยไฟแห่งแรงจูงใจสักแค่ไหน สภาวะนั้นจะเปลี่ยนมุมมองความคิดของเราให้เปลี่ยนไปจากเดิม จากแต่ก่อนที่คิดว่าสิ่งนั้นเราไม่มีโอกาสที่จะสามารถทำได้เลย หรือถ้าทำได้ก็ยากลำบาก ทั้งยังจะสร้างความเชื่อมั่นทางจิตใจของเราเองให้เปี่ยมไปด้วยพลังแห่งการแสวงหา และพลังนั้นยังสามารถลุกลาม หรือแผ่ไปแก่คนรอบข้างของเราอีกด้วย

เอาละครับ ประเด็นก็คือ  แล้วแรงกระตุ้นหรือแรงจูงใจที่ว่านั้น เราจะสร้างขึ้นมาแล้วจะยึดเหนี่ยวให้มันอยู่กับเราตลอดอย่างไรล่ะ?  สำหรับในมุมมองความคิดของผม(เท่าที่จะเห็นได้ในเวลานี้)คือ แรงจูงใจสามารถสร้างขึ้นได้โดยอาศัยตัวแปรสามตัวแปรด้วยกัน อย่างแรกคือตัวเราเอง อย่างที่สองคือ พี่น้องคนรอบข้างเราและผู้อื่น และสุดท้าย กฎสภาวการณ์ของอัลลอฮหรือสภาพแวดล้อมโดยธรรมชาตินั้นเอง สามปัจจัยนี้จะช่วยเหลือเกื้อกูลกัน ช่วยกันเสริมสร้างแรงจูงใจให้เราขึ้นมาได้ ซึ่งเราจะสร้างขึ้นมาโดยสามารถที่กำหนดและควบคุมตัวแปรนั้นได้เพียงแค่สองปัจจัย คือตัวเราเองกับพี่น้องเพื่อนพ้องของเรา ตัวที่สามจะเป็นกรอบความคิดในการคิดวิเคราะห์

ปัจจัยอย่างแรก ตัวเราเอง นับว่าเป็นตัวแปรสำคัญในการที่จะได้มาซึ่งแรงจูงใจ โดยเกี่ยวเนื่องกับจิตใจของเราโดยตรง กระบวนการสร้างแรงจูงใจนี้ เป็นดังนี้

1) เราต้องกำหนดพฤติกรรมของเราให้สอดคล้องกับจุดมุ่งหมายที่เราต้องการในเวลานั้น(ซึ่งอาจกำหนดจุดมุ่งหมายหลักและกำหนดเพิ่มเติมสำหรับในเวลานั้นๆโดยตั้งไว้เป็นเป้าหมายย่อย) โดยวิเคราะห์ถึงผลได้ผลเสียที่จะเกิดขึ้นต่อพฤติกรรมนั้นๆ นั้นคือใช้กฎสภาวการณ์ของอัลลอฮและปัจจัยอื่นที่มีความเกี่ยวข้องเป็นบรรทัดฐานในการวิเคราะห์ แล้วปะติดปะต่อ หลอมรวมกันเป็นแผนปฏิบัติการชีวิตในขณะนั้น จากนั้นก็ปฏิบัติตามแผนการที่ได้วางไว้ ถ้าหากแผนการแผนนั้นไม่สามารถสร้างแรงจูงใจได้ดีพอ ก็สมควรจะต้องกำหนดแผนการซะใหม่ให้เรียบง่ายกว่าเดิม สะดวกกว่าเดิม และสร้างพลังได้มากกว่าเดิม

2) ต่อมาคือสร้างสภาพแวดล้อมในสถานที่ที่เราใช้ชีวิตประจำวัน เช่นในห้องพักของเรา ให้เหมาะสม เช่น การอ่านหนังสือ การละหมาด การกิน และการนอน เป็นต้น นั้นคือจัดรูปแบบให้ง่ายต่อการทำอะไรก็ตาม ซึ่งจะช่วยลดความยุ่งเหยิงที่จะนำมาสู่ความเบื่อหน่ายและความลำบากได้

อีกประการหนึ่งคือ ลองหาคนที่สามารถเป็นแบบอย่างให้แก่เราในการทำอะไรก็ตาม คนที่สร้างแรงบันดาลใจให้แก่เราได้คนที่สามารถทำให้เราทำอะไรก็ตามได้อย่างเหลือเชื่อที่แม้แต่เราเองยังต้องประหลาดใจว่าเราทำได้ยังไง เมื่อนึกถึงบุคคลนั้น อย่างเช่นจะทำให้เราสามารถอ่านหนังสือได้นานกว่าปกติมาก หรือไม่ก็สามารถพูดต่อหน้าคนมากมายได้อย่างคล่องแคล่วไม่ติดขัดอย่างที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน เป็นต้น คนๆนั้นอาจเป็นคนในครอบครัว เช่น พ่อแม่ พี่ชาย ปู่ ยาย หรือบุคคลที่เราชื่นชอบ เช่น นักกีฬา คุณหมอ คุณครูที่สอนเรา หรือบุคคลที่เป็นแบบอย่างอย่างเช่น ท่านนบี  และบรรดาซอฮาบะฮทั้งหลาย ที่สำคัญคือ เมื่อเรานึกถึงคนๆนั้นแล้วทำให้รู้สึกว่า คนๆนั้นอยู่เคียงข้างเรา เป็นตัวอย่างให้เรา( เขาทำได้ เราก็สามารถทำได้) ทำให้เรารู้สึกว่าเราทำได้

ปัจจัยอย่างที่สอง คือพี่น้องและเพื่อนพ้องผู้ศรัทธาของเรา เนื่องจากมนุษย์มีอิสระเต็มที่ในการใช้ชีวิต และโลกมีทรัพยากรที่สามารถรับรองได้เพียงคนๆเดียว ซึ่งหากอยู่คนเดียว ย่อมไม่มีปัญหา แต่มนุษย์ไม่ได้อยู่คนเดียว และไม่สามารถเอาชนะความโดดเดี่ยวได้ ซึ่งเมื่ออยู่ร่วมกันแล้ว อิสรภาพของแต่ละคนย่อมจะเพลี้ยงพล้ำในอิสรภาพของอีกคนหนึ่ง หนีไม่พ้นจากความผิด แต่ว่า อิสลามโดยพื้นฐานที่ได้เน้นย้ำถึงการนาซีฮัตซึ่งกันและกัน  การแลกเปลี่ยนคำแนะนำ คำตักเตือนและการแลกเปลี่ยนความรู้ให้แก่กันและกัน ได้ช่วยกันกระตุ้นไปกระตุ้นมา สังคมเราจึงเปี่ยมไปด้วยความรู้สึกที่ดีตลบอบอวลไปทั่ว  ทั้งสองปัจจัยนี้จะกลายเป็นตัวสร้างสิ่งๆหนึ่งซึ่งที่มีพลังเป็นอย่างมากในสังคม โดยเฉพาะในสังคมที่เป็นพหุสังคม ที่ซึ่งมีความหลากหลายในหลายๆด้าน อย่างเช่นม.วลัยลักษณ์แห่งนี้ สิ่งนั้นคือ บรรยากาศแห่งอัลอิสลาม สิ่งนี้จะเป็นตัวช่วยให้แก่เราทุกคนในการทำอามัลอีบาดัตได้อย่างเต็มที่ สนับสนุนการเรียนรู้ของเราให้สอดคล้องกับหลักการศาสนาได้ และที่สำคัญคือ รวมพี่น้องมุสลิมให้อยู่เป็นกลุ่มก้อนที่ยึดเหนี่ยวจิตใจให้เป็นหนึ่งเดียว

วิธีการสุดท้ายในการสร้างแรงจูงใจเพื่อความปรารถนาของเรา คือ การยอมรับความตาย ว่ามันจะมาเยือนต่อหน้าเราได้ทุกทีทุกเวลา (แน่นอนอิสลามได้ให้เน้นย้ำถึงเรื่องนี้เป็นอันมาก)และด้วยการตระเตรียมเสบียงที่จำเป็นต่อการเดินทางที่ไม่อาจย้อนกลับมาได้นั้น เรามุสลิมวัยหนุ่มสาวในตอนนี้ได้ทบทวนรึยังว่า เสบียงเหล่านั้นเรามีอยู่เพียงพอรึยัง  ด้วยเหตุนี้การตระหนักและยอมรับถึงความตายอยู่เสมอจะส่งผลให้เรารู้สึกว่าต้องพยายามใช้เวลาแต่ละวินาทีที่อาจจบลงอย่างไม่รู้ตัวให้คุ้มค่าที่สุดเท่าที่สามารถจะทำได้ ซึ่งจะเป็นแรงผลักดันอีกแรงหนึ่งขึ้นมา แรงผลักดันที่แข็งแกร่งกว่า มีพลังมากกว่า แต่อ่อนโยนกว่าและครอบคลุมทุกสิ่งทุกอย่าง ทำให้เกิดแรงจูงใจที่เข้มแข็งในท้ายที่สุด และด้วยวิธีเดียวกันนี้ยังสามารถทำให้มนุษย์ได้รู้จักกับตนเอง(ตัวเองอ่อนแอแค่ไหน) รู้จักพระเจ้า(ผู้ทรงยิ่งใหญ่เหนือทุกสรรพสิ่ง) และรู้จักโลก (สิ่งที่ไม่ใช่นิรันดร์) เมื่อเข้าใจกระแสแล้วก็สามารถที่วางตัวเองให้อยู่ในลักษณะที่เหมาะสมเพื่อยืนหยัดอยู่บนโลกนี้อย่างเข็มแข็ง และเดินทางไปสู่จุดหมายอย่างภาคภูมิใจได้

สุดท้ายขอย้ำแก่ทุกคนว่า แรงจูงใจเป็นสิ่งที่มีความสำคัญมากครับ เพื่อเรียนรู้ทุกๆสิ่ง เพื่อปฏิบัติภารกิจได้อย่างลุล่วง เพื่อทำหน้าที่ของเราได้อย่างมีประสิทธิภาพ และเพื่อทำความปรารถนาให้เป็นจริง แต่ก็แรงจูงใจก็สามารถสร้างผลเสียอย่างใหญ่หลวงได้ ถ้าหากกำหนดจุดมุ่งหมายไปในทางที่ผิด ขอให้ระวังมากๆ  หากท่านสามารถจะนำไปประยุกต์ใช้และต่อยอดให้เกิดประโยชน์ได้ถึงแม้จะเพียงน้อยนิด ผมและพี่น้องทุกคนก็ยินดีและภูมิใจแล้ว แต่หากว่าวิธีการนั้นๆผิดหรือไม่ชัดเจน กลับสร้างความเข้าใจผิดและสร้างผลเสียไปฉุดรั้งสังคมของพี่น้องมุสลิมให้ต้อยต่ำ ขอให้ท่านอย่าได้นำวิธีการนั้นไปทำเป็นส่วนหนึ่งของความคิดที่ใช้ในการตัดสินใจของท่านและอย่าได้นำไปใช้และถ่ายทอดแก่ผู้อื่นด้วยเถิด ท้ายสุดผมอาจเป็นแค่ผู้ฝึกฝนที่หนีไม่จากความผิดพลาด แต่ก็จะร่วมกันพยายามพัฒนาสังคมของเราให้เป็นไปในทางที่ดีขึ้น ทุกข้อผิดพลาดที่ได้เขียนไว้ผมขอยอมรับผิด ขอบคุณที่พวกเราช่วยกันพัฒนาสังคมของเรา ทั้งทางตรงและทางอ้อม เจตนา และไม่ตั้งใจ

อินชาอัลลอฮ เราภูมิใจที่อิสลามจะต้องสูงส่งเป็นประจักบนโลกนี้อีกครั้ง(ด้วยแรงของเราทุกคน)